สาวเจ้าของ’ภาพวาดเสือดำ’ ไม่เอาผิด’ทิชา’เรื่องลิขสิทธิ์

กรณีโลกออนไลน์ให้ความสนใจ “ทิชา ณ นคร” หลังลบโพสต์และขอโทษในเวลาต่อมา เหตุก่อนหน้านำภาพเสือดำ ซึ่งเป็นภาพวาดที่มีลิขสิทธิ์มาใช้ทำเข็มกลัดขายอันละ 35 บาท โดยไม่ขออนุญาตเจ้าของ แถมยังตัดเครดิตออกอีกด้วย ด้านเจ้าของภาพเสือดำโวยลั่น ต้องแยกให้ออกระหว่างการทำผิด กับกฎหมายลิขสิทธิ์ และเรื่องการรณรงค์ออกจากกัน เพราะคนละเรื่องกัน

ล่าสุดวันที่ 5 มี.ค. น.ส.ชุติกาญจน์ นาวาล่อง อายุ 26 ปี กราฟฟิกดีไซน์เนอร์และนักวาดภาพประกอบ เปิดเผยผ่าน “เดลินิวส์ออนไลน์” ว่า ได้พูดคุยกับคู่กรณีเรียบร้อยแล้ว โดยตกลงกันว่าฝ่ายคู่กรณีจะหยุดการขายเข็มกลัด และนำเงินที่ได้จากการขาย จำนวน 2,478 บาท บริจาคให้ “องค์กรชนะใจ” แต่ตนคิดว่า อาจมีคนติฉินนินทาคู่กรณีได้ เพราะองค์กรดังกล่าวคู่กรณีเป็นเลขาธิการฯ ประจำอยู่ จึงแนะนำให้บริจาคแก่องค์กรที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้หรือสัตว์ป่า ตกลงกันว่ามอบให้กับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอหลักฐานการโอนเงิน หากได้รับหลักฐานโอนเงินแล้ว ตนยืนยันว่าไม่ขอเอาความแต่อย่างใด เพราะคิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร ทางคู่กรณีก็เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำพอสมควร ตรงนี้ตนให้อภัย

“ก่อนหน้ามีองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งหนึ่ง มาขออนุญาตหลังไมค์ ขอภาพเสือดำไปทำเสื้อขาย เพื่อนำเงินไปช่วยสัตว์ป่าและเจ้าหน้าที่ ให้ทันทีเลยค่ะ และไม่ขอหักค่าตอบแทนสักแดงเดียว และยังมีคนอีกมากมายที่ขอนำไปทำสติ๊กเกอร์ และปริ้นเป็นโปสเตอร์ นำไปประกอบคำกลอน เพราะทุกท่านที่พูดมา เขาขออนุญาติก่อน และไม่ตัดเครดิตออก แต่ก็มีเสียงแตกบ้าง มีบุคคลที่ 3 ที่อยู่ฝ่ายคู่กรณี หรืออาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย เข้ามาเหน็บแนมเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้ก็คงไม่ได้ดำเนินอะไร ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน” กราฟฟิกดีไซน์เนอร์รายนี้ ระบุ

น.ส.ชุติกาญจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทำไมถึงเป็นห่วงเรื่องลิขสิทธิ์มากขนาดนั้น ก็เพราะว่าเป็นอาชีพหลักของตน แต่ต้องบอกก่อนว่า ตนไม่ได้วาดตามกระแสสังคมไปเรื่อยๆ เพื่อหวังให้ตัวเองเด่นดัง เพียงแต่ว่าตนประกอบอาชีพนี้ เสมือนเป็นการปกป้องอาชีพ และขอย้ำว่า ถ้าหากเราปล่อยปละละเลย คงไม่มีวันหมดแน่ๆ คนที่ทำผิดและละเมิดในชิ้นงานของคนอื่นเช่นนี้

ขณะเดียวกัน นางทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ออกแถลงการณ์ในนาม มูลนิธิชนะใจ ความตอนหนึ่งว่า โดยส่วนตัวข้าพเจ้า ไม่ได้ติดใจการปกป้องสิทธิ์ของเจ้าของภาพ และเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ซึ่งรู้สึกว่าละลายใจกับการละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นของตัวข้าพเจ้าเองมากกว่า การเยียวยาที่ดีที่สุดของข้าพเจ้า ขณะที่เกิดเหตุการณ์นี้ คือ ขอให้เป็นบทเรียนของทุกคนภายใต้ สังคมยุคดิจิตอล